กำลังโหลด กรุณารอสักครู่...
Vitamin Database
หลากหลายความรู้ด้านสุขภาพ

วิตามินอี วิตามินอี เป็นวิตามินที่มีการนำมาใช้แพร่หลายกันมากในส่วนของสุขภาพความงามมักจะมีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบเสมอ เรียกได้ว่าวิตามินอีนั้นมีส่วนช่วยให้ใบหน้าของเราเปล่งปลั่งขึ้นผิวเนียนขาวขึ้นได้ และยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย วิตามินอีเป็นวิตามินเพื่อผิวสวย สำหรับสาวๆที่มีผิวหน้าที่ดีอยู่แล้วไม่มันหรือหน้าแห้งวิตามินอีอาจไม่เป็นจำเป็นสำหรับคุณ แต่ถ้าหากคุณมีผิวแห้ง ใบหน้าไม่ชุ่มชื้นรู้สึกไม่ดีเวลาส่องกระจกในที่ทำงานแนะนำให้ทานวิตามินอีแต่ไม่ควรทานมากเกินไปเพราะอาจจะส่งผลเสียระยะยาวมากกว่าผลดี วิตามินอี แหล่งอาหารที่มีวิตามินอีในปริมาณสูงมีหลายอย่างทั้งผักผลไม้ที่เห็นได้ชัดคือ มะเขือเทศซึ่งมีวิตามินอีสูง นม ไข่ ถั่ว ปลาและในน้ำมันพืช ผักใบเขียว เป็นต้น และจากวิจัยค้นพบว่า กีวีนั้นมีสารอาหารชนิดนี้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่นและมีมากที่สุดในกีวีสีทองมีมากกว่ามะม่วงถึงหนึ่งเท่า ประโยชน์เน้นๆของวิตามินอี ( Vitamin E ) 1. ช่วยปกป้องและต่อต้านอนุมูลอิสระ 2. ช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีและแลดูอ่อนเยาว์ 3. ช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัย 4. ช่วยลดเลือนแผลเป็น ฝ้า กระและจุดด่างดำ ให้จางลง 5. ช่วยลดอาการวัยทองในสตรีสูงวัย 6. ช่วยบำรุงหลอดเลือดและรักษาสุขภาพหัวใจ 7. ช่วยเสริมประสิทธิภาพของวิตามินเอ คำแนะนำในการรับประทานวิตามินอี ปริมาณร้อยละ 60-70 ของขนาดที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันจะถูกขับออกทางอุจจาระ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของธาตุซีลีเนียม 25 mcg. ต่อวิตามินอี 200 IU จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินอีได้เป็นอย่างดี หากคุณรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง ร่างกายอาจต้องการวิตามินอีเพิ่มมากขึ้น วิตามินอีในปริมาณที่สูง จะเสริมการทำงานของยาต้านการแข็งตัวของเลือดและลดการดูดซึมของ วิตามินเค ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว ดังนั้นหากคุณกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานวิตามินอี 2 สัปดาห์ก่อนและหลังการผ่าตัด สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนเสริม ร่างกายจะต้องการวิตามินเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ สำหรับผู้หญิงที่ย่างเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานวิตามินอีให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยหากอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานในขนาด 400 IU ต่อวัน แต่หากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรรับประทาน 800 IU ต่อวัน ถ้าเป็นแบบเม็ดแห้งจะดีมาก

แร่ธาตุสังกะสี (Zinc) สังกะสี หรือ ซิงค์ (Zinc) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายมนุษย์เรา จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการทางเคมี โดยสังกะสีจะถูกนำไปใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกับเอ็นไซน์ (Enzyme) มากกว่า 100 ชนิดในร่างกายมนุษย์ ประโยชน์ของแร่ธาตุสังกะสี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยลดระยะเวลาเจ็บป่วยและความรุนแรงของโรคหวัด มีความสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ช่วยสมานแผล ช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ต่อมลุกหมากทำงานได้เป็นปกติ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต ของอวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นกับต่อมลูกหมาก ควบคุมสมดุลกรดด่างในร่างกาย ช่วยป้องกันสิว ผิวมัน และผมร่วง ช่วยลดอัตราการเสื่อมของระบบสายตาที่สัมพันธ์กับอายุ (age-related macular degeneration) ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง คงสภาพการรับรู้รส กลิ่น และสายตา ลดอาการอักเสบของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทำงานร่วมกับเอนไซม์สำคัญในร่างกาย ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน อาการจากการขาดแร่ธาตุสังกะสี เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อวัยวะสืบพันธุ์ไม่เจริญเต็มที่ ต่อมลูกหมากโต ผนังหลอดเลือดแดงขาดความแข็ง ลิ้นจะขาดการรับรู้รสอาหาร อ่อนเพลีย เซื่องซึม เหนื่อยง่าย ผมร่วง มีรังแคมาก การไหลเวียนของเลือดไม่ดี หากขาดในเด็ก จะทำให้มีร่างกายเตี้ย แคระ กระดูกพรุน แหล่งของธาตุสังกะสี ที่พบในธรรมชาติ พบมากใน อาหารทะเล (โดยเฉพาะในหอยนางรม) เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ข้าวกล้อง รำข้าวสาลี หัวหอม มะเขือเทศ มะม่วง แอปเปิ้ล สับปะรด งา เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ถั่วลิสง และเมล็ดฟักทอง  

สารสกัดจากถั่วขาว (White Kidney Been Extract) ถั่วขาวมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ แอลฟา อะไมเลส  ในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) แล้วขับถ่ายเป็นแป้งที่ไม่สามารถย่อยได้ ทำให้การสะสมของไขมันที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปของน้ำตาลจึงลดลงด้วย เมื่อร่างกายได้รับพลังงานลดลงจึงดึงเอาไขมันเก่าที่สะสมไว้มาเผาผลาญ มีผลทำให้ไขมันในร่างกายลดลง ประโยชน์ของสารสกัดจากถั่วขาว มีส่วนช่วยในการยั้บยั้งการย่อยของคาร์โบไฮเดรต ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหิวบ่อย มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ ข้อควรระวังจากสารสกัดถั่วขาว ไม่สบายทางเดินอาหารเนื่องจากท้องอืด ท้องเสียหรือท้องผูก หลีกเลี่ยงหากมีประวัติการแพ้แป้งสาลี อาจทำให้เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรระวังในผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  

Vitamin K เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน โดยVitamin K มี 3 ชนิด คือVitamin K1 (Phylloquinone) พบได้ในผักใบเขียว , Vitamin K2 (Menaquinone) สร้างขึ้นโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ , Vitamin K3 (Hydrophylloquinone) ซึ่งเป็นวิตามินสังเคราะห์ Vitamin K1 , Vitamin K2 มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีในแง่ที่แตกต่างกัน ส่วนVitamin K3 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นVitamin Kอย่างแท้จริง ประโยชน์องVitamin K ช่วยป้องกันเลือดออกภายในและเลือดออกไม่หยุด ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด ช่วยป้องกันกระดูกเปราะบาง ข้อควรระวังในการรับประทาน Vitamin K  ไม่ควรรับประทานคู่กับยาต้านการแข็งตัวเลือด อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดลดลง ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบเมื่อมีการรับประทานยาชนิดนี้ แหล่งที่พบ Vitamin K ได้แก่ ไข่แดง ผักใบเขียว นม เนย อัลฟาฟา สาหร่ายเคลป์ น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา เป็นต้น  

Vitamin D เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในไขมัน ทำหน้าที่สำคัญทีเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างแคลเซียมในกระดูก และฟัน รวมถึงกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อในร่างกายต่างๆ หน้าที่ และสรรพคุณวิตามินดี 1. วิตามินดีเป็นสารสำคัญในการควบคุมหลั่งฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ที่เกี่ยวข้องกับสมดุลแคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย ช่วยให้มีการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสในลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด 2. วิตามินดีช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งแคลเซียมออกจากผิวกระดูกไปยังกระแสเลือด และมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก และสะสมแคลเซียม และฟอสฟอรัสในกระดูก 3. วิตามินดีช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์สารที่จำเป็นในการสร้างคลอลาเจน และเกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต 4. วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ  การเต้นของหัวใจ และการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสมดุล และการใช้แคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย ผลการขาดวิตามินดี การผิดรูป และภาวะกระดูกพรุน การขาดวิตามินดีจะทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง และโรคกระดูกพรุน รวมถึงมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา วิตามินดีเกินขนาด เกิดภาวะเป็นพิษ เป็นเหตุให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหารมากกว่าปกติ และเร่งการสลายแคลเซียมจากกระดูก ทำให้มีแคลเซียมในเลือดสูง(hypercalcernia) ในที่สุดระดับแคลเซียมในเลือดจะเสียสมดุล ผลที่ตามมาคือแคลเซียมและฟอสเฟตจะไปเกาะตามอวัยวะต่าง ๆโดยเฉพาะที่หัวใจ ไต รวมทั้งหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานผิดปกติแต่การสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังจะไม่ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ อาการวิตามินดี เป็นพิษที่พบได้ คือ เบื่ออาหาร ทางเดินอาหารปั่นป่วน ไม่สบายท้อง ปวดศีรษะ เจ็บปวดตามข้อ ปัสสาวะมาก แคลเซียมในเลือดสูง แคลเซียมเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ แหล่งวิตามินดี ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจาก 2 แหล่ง คือ การสังเคราะห์ของร่างกายจากแสงแดดประมาณ 80% และจากอาหารประมาณ 10-20% ซึ่งเราสามารถควบคุมระดับวิตามินดีในร่างกายได้ 3 ทาง คือ การได้รับปริมาณแสงแดดผ่านทางผิวหนัง การรับประทานอาหาร และการรับประทานอาหารเสริมได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีชนิดต่างๆ เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาทูน่า, ปลาแมคเคอเร็ล, ปลาซาดีน, น้ำมันตับปลา, ไข่, เห็ดหอม, นม, โยเกิร์ต, และเมล็ดธัญพืช ซึ่งอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มักจะเป็น vitamin D3 (cholecalciferol) ส่วนอาหารจากพืชมักจะเป็น vitamin D2 (ergocalciferol)

Vitamin C (ascorbic acid) จัดเป็นสารสำคัญที่มีผลต่อการทำงานหลายระบบของร่างกาย มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดป้องกันโรคในระบบหัวใจ และหลอดเลือด และช่วยป้องกันโรคตับ และโรคไต ประโยชน์ของ Vitamin C ทำหน้าที่เป็นโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์ ช่วยรักษาอนุมูลเหล็กของเอนไซม์ ทำให้เอนไซม์ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ ช่วยสร้างคอลาเจนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก ฟัน และผนังเส้นเลือด ที่เป็นส่วนสำคัญในการรักษา และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เป็นแผล ทั้งแผลที่เกิดจากการผ่าตัด แผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใหม่หรือเกิดแผลที่ร่างกายมักจะให้อาหารเสริมจำพวกวิตามินซีร่วมด้วย เป็นสารแอนติออกซิเดนซ์ (antioxidant) ช่วยป้องกันการหืนจากการเกิดอนุมูลอิสระในอาหารต่าง และทำหน้าที่เป็นสารต้าน และทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้เซลล์ในร่างกายไม่เสื่อมสภาพเร็ว ผิวพรรณแลดูสดใส และอ่อนกว่าวัย ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายให้ง่ายขึ้น โดยทำหน้าที่รีดิวซ์เหล็กในรูปเฟอร์ริก (Fe+3) เปลี่ยนเป็นเหล็กในรูปเฟอร์รัส (Fe+2) ที่สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ได้ มีผลช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง วิตามินซีทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นเซลล์ปลดปล่อยสารสำคัญสำหรับป้องกันเชื้อโรคในร่างกาย และเสริมสร้างการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรคต่างๆ ป้องกันการเกิดโรคลักปิดลักเปิดที่มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตามไรฟัน เนื่องจากการขาดวิตามินซีทำการสังเคราะห์คอลาเจนลดลง ทำให้หลอดเลือดฝอยไม่แข็งแรง และแตกง่าย การเกิดโรคลักปิดลักเปิดที่ทำให้เลือดออกตามไรฟัน มักพบเหงือกบวมอักเสบ เหงือกมีสีเขียวคล้ำ และเลือดออกง่าย หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย จะพบเหงือกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น ฟันโยกหลุดง่าย มีเลือดเลือดออกที่ผิวหนังเป็นจุดเล็กๆ หรือเป็นปื้นใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นมากจะมีเลือดออกในกล้ามเนื้อเยื่อบุตา อวัยวะทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ  เยื่อบุช่องท้อง ถุงเยื่อหุ้มหัวใจ  เยื่อหุ้มกระดูก เป็นต้น วิตามินซีช่วยรักษาอาการเป็นหวัด อาการเมื่อได้รับ Vitamin C มาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หน้าแดง ปวดศีรษะ อ่อนเพลียและรบกวนการนอนหลับ   แหล่งของวิตามินซีในอาหาร พบมากในผัก และผลไม้สดต่างๆ  ผักที่พบมาก ได้แก่ ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปม ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ถั่วลันเตา ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี ผักโขม ผักคะน้า ผักชี ผักบุ้ง มะรุม และ ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ เชอรี ส้มต่างๆ มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม มะขามเทศ มะละกอ ส้มโอ และ สตรอเบอร์รี่ 

Vitamin B12  (Cobalamin) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินบี12 ไว้ได้ ไม่มีรายงานว่าหากรับประทานเกินขนาดติดต่อกันทุกวันจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ประโยชน์ของ Vitamin B12 ช่วยบำรุงประสาททำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง อาการเมื่อขาด Vitamin B12 พบอาการของระบบประสาทที่ผิดปกติ เช่น ชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า รู้สึกเหมือนมีเข็มมาจิ้มปลายประสาท สับสน อารมณ์แปรปรวนและหงุดหงิดง่าย และที่สำคัญอีกอย่างคือ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ในผู้สูงอายุทั้งหลายเนื่องจากการดูดซึม Vitamin B12 ที่ลดลง และสามารถพบอาการโลหิตจางได้ เนื่องจาก Vitamin B12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด แหล่งของ Vitamin B12 จะพบในผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เป็น เช่น ตับ ไต นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว อาหารหมักดอง  

Vitamin B6 (Pyridoxine) Vitamin B6 (Pyridoxine) เป็นวิตามินละลายในน้ำ ที่สัมพันธ์กับการผลิตโปรตีนชนิดต่างๆ และสารสื่อนำประสาทในระบบประสาท ประโยชน์ของVitamin B6 เสริมสร้างกรดนิวคลีอิคใน RNA, DNA ซึ่งสัมพันธ์กับการสังเคราะห์โปรตีน จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญโปรตีน, ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ลดอาการเจ็บปวดของผู้ที่เป็นโรคจากการกดทับเส้นประสาทของข้อมือ ช่วยลดอาการปวดเกร็งของมดลูก ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ป้องกันการเป็นรังแค เรื้อนกวาง และโรคสะเก็ดเงิน จำเป็นต่อการสร้างสมดุลของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในผู้หญิง ใช้ทดแทนในผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือเอสโตรเจน เนื่องจากผู้ใช้ยาเหล่านี้จะมีปริมาณของวิตามินบี6 ในร่างกายต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน ลดการก่อตัวของโฮโมซีสเทอีน (homocysteine) ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ บรรเทาภาวะในหญิงที่มีอาการก่อนการมีประจำเดือน, และอาการคลื่นไส้ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ การขาด Vitamin B6 จะมีอาการหงุดหงิด, ประหม่าตื่นกลัว นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย สุขภาพผิวไม่ดี แหล่งที่พบวิตามินบี6 ได้แก่ ธัญพืช กล้วย รำข้าว ข้าวกล้อง ตับ ปลา แคนตาลูป กะหล่ำปลี ไข่ ถั่วลิสง และถั่วต่างๆ

Vitamin B5 (Calcium-D-Panthothenate)   Vitamin B5 เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การเจริญเติบโตของร่างกาย และการพัฒนาของระบบประสาท     ประโยชน์ของVitamin B5 ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ช่วยในกระบวนการสมานแผล ช่วยป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกาย ช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบ ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยป้องกันความเครียดได้ รักษาโรคผิวหนัง เช่น สิว หน้ามัน ผมหงอก   อาการเมื่อขาด Vitamin B5 ได้แก่ อาเจียน กระสับกระส่าย ปวดท้อง ท้องอืด รู้สึกร้อนที่เท้า (Burning Feet Syndrome) เป็นตะคริว อ่อนเพลีย หลับไม่สนิท ซึมเศร้า และหงุดหงิด   แหล่งที่พบวิตามินบี 5 ตามธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไก่ ตับ ไต หัวใจ ธัญพืชไม่ขัดสี รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่ว ผักสีเขียว กากน้ำตาลไม่บริสุทธิ์ Brewer’s yeast    

Vitamin B3 Vitamin B3 หรือ niacin หรือ nicotinamide เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ    ประโยชน์ของ Vitamin B3  มีส่วนร่วมในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยควบคุมการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ภาวการณ์ขาด Vitamin B3 การขาดไนอะซินจะทำให้เกิดโรคเพลลากรา (pellagra) จะมีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผิวหนัง และระบบประสาท อาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร คือ ปากและลิ้นอักเสบ แสบร้อนในคอ เบื่ออาหาร ท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเดิน อาการทางผิวหนัง คือผิวหนังอักเสบแบบเดียวกันทั้งสองด้านของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด ความร้อน  อาการทางระบบประสาท จะมีอาการปวด มึนศีรษะ หงุดหงิด นอนไม่หลับ กังวล ซึมเศร้า ความจำเสื่อมและสับสน แหล่งของVitamin B 3 ในอาหาร พบมากในอาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ เนื้อวัว ปลา ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดธัญพืช ยีสต์ ไข่  

Vitamin B2   Vitamin B2 หรือ (Riboflavin) วิตามินที่ละลายในน้ำ ถูกดูดซึมได้ง่าย ปริมาณที่ถูกขับออกมาจะขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายเป็นหลัก ประโยชน์ของVitamin B2 ช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา ช่วยลดความเจ็บปวดจากไมเกรน กำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น ทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน การขาดVitamin B2  ทำให้เกิดแผลที่มุมปากทั้งสองข้างนั่นเองที่เรียกว่า ปากนกกระจอก ผิวจะไวต่อแสง ตาแพ้แสงแดด กลัวแสง ผิวรอบจมูก คิ้ว และหูลอก ตาแดงคัน เป็นผื่น ระบบการทำงานของระบบประสาทผิดปกติ ตัวเหลือง โลหิตจางทั้งจากการขาดธาตุเหล็กและเม็ดเลือดแดงจะผิดปกติ อ่อนเพลีย Vitamin B2 พบในนม ถั่ว ปลา ไข่ ผักใบเขียว ธัญพืช มะเขือเทศ เนื้อ ยีสต์ อัลมอนด์ นม โยเกิร์ต ชีส ปลา ตับ ไต

Vitamin B1 (Thiamine) Thiamine เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ทำให้เกิดพลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท และยังเป็น coenzyme ช่วยในการเผาผลาญอาหารจำพวกแป้ง หากขาดวิตามินนี้จะมีอาการปลายประสาทอักเสบ มีอาการทางสมอง และทางเดินอาหาร อาการของผู้ที่ขาด Vitamin B1 มีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิด ความจำไม่ดี นอนไม่หลับ เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร ท้องผูก อาการชาโดยเฉพาะปลายเท้าทั้งสองข้างเรียก beriberi ปวด หรือเป็นตะคริวโดยเฉพาะเวลากลางคืน ปวดกล้ามเนื้อ ลุกไม่ขึ้น แหล่งอาหารของ Vitamin B1 พบมากในธัญพืช เช่น ถั่วเมล็ด, เมล็ดข้าว ( whole grains) , เครื่องในสัตว์ , ไข่  เนื้อหมู, ปลา, ไก่, ตับ, ไข่  

Vitamin A Vitamin A เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายของเราสามารถสะสมวิตามินเอได้นานมากอาจนานได้ถึง 1 หรือ 2 ปี โดยเก็บไว้ในชั้นเซลล์ไขมัน   วิตามินเอจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ อยู่ในรูปแบบวิตามินอยู่แล้ว (Proformed Vitamin A) หรือเรียกว่า Retinol ซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา อาหารประเภทเนื้อ ไข่ ตับและเครื่องใน กำลังจะเป็นวิตามินเอ (Provitamin A) หรือเรียกว่า เบต้า แคโรทีน (Beta-Carotene) เป็นสารที่เมื่อเข้าสู่รางกายจึงได้รับการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ พบมากในผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม ประโยชน์ของวิตามินเอ ช่วยให้ไม่เป็นโรคตาฟางตอนกลางคืน และช่วยให้ตาสู้แสงในเวลากลางวัน  ช่วยป้องกันผิวหนังแห้ง หยาบ และพุพอง  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยไม่ให้เกิดสิวได้ง่าย ช่วยป้องกันเซลล์ชนิดเยื่อบุต่างๆ ของร่างกายไม่ให้เกิดการผิดปกติ  เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  อันตรายจากการขาดวิตามินเอ โรคผิวหนัง เนื่องจากวิตามินเอมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ขาดวิตามินเอทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น หยาบกร้าน แห้งแตก โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่มและข้อต่อด่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนัง เช่น สิวและโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ ตาฟาง หน้าที่ของวิตามินเอคือช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้ ความต้านทานโรคต่ำ วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานตามปกติ การขาดวิตามินเอจึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก คอ และที่ต่อมน้ำลาย อันตรายจากการได้รับวิตามินเอเกิน หญิงมีครรภ์ที่ได้รับวิตามินเอมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ เนื่องจากวิตามินเอมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติที่ทางเดินปัสสาวะ กระดูกผิดรูป หรือมีติ่งปูดออกมาที่บริเวณหู เบื่ออาหาร เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูก

Vanadium วาเนเดียม (Vanadium) คือ แร่ธาตุชนิดหนึ่งสามารถ ซึ่งออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนอินซูลิน ประโยชน์ของวาเนเดียม ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยควบคุมภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วยให้สารอาหารสามารถเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้นและช่วยเพิ่มพลังงาน วาเนเดียมช่วยขัดขวางการก่อตัวของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด แร่ธาตุวาเนเดียมมีความจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน แหล่งที่พบตามธรรมชาติได้แก่ ปลา มะกอก เมล็ดธัญพืชต่าง ๆที่ไม่ขัดสีโดย กุ้งล้อบสเตอร์ เห็ดต่างๆ    

Selenium Selenium เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับหน้าที่ของเอนไซม์ของระบบ glutathione perioxidase ระบบนี้เป็นระบบต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่สุดภายในเซลล์ ประโยชน์ของ Selenium ที่มีต่อร่างกาย เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยกลูต้าไทโอน เปอร์ออกซิเดส (glutathione peroxidase) ซึ่งกระตุ้นการกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และออแกนิคเปอร์ออกไซด์ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมันต่างๆ ทำงานร่วมกับวิตามินอี และเสริมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของวิตามินอีรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติป้องกันการแก่ก่อนวัย มีบทบาทเกี่ยวกับการหายใจของเนื้อเยื่อโดยทำหน้าที่ช่วยส่งอีเล็คตรอน ช่วยหัวใจทำงานดีขึ้น และส่งเสริมการสร้างกำลังของเซลล์โดยการนำออกซิเจนไปเลี้ยงให้เพียงพอ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ และควบคุมสุขภาพของสายตา ผิวหนัง และเส้นผม ส่งเสริมให้ประจำเดือนของเพศหญิงเป็นไปโดยสม่ำเสมอ และช่วยให้ไข่สุก และจะพบเกลือแร่ชนิดนี้สูงในน้ำเชื้อของผู้ชาย เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเชื้อ HIV สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ป่วยเอดส์มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งลำไส้, มะเร็งปอด, มะเร็งหลอดอาหาร การขาด Selenium จะส่งผลต่อร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้ การขาด Selenium จะนำไปสู่การแก่ก่อนวัย ทั้งนี้เพราะว่า Selenium ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ถ้าขาดในภาวะตั้งครรภ์จะทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นปัญญาอ่อน ทำให้ประสาทผิดปกติ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อไวต่อการสัมผัส หรือการถูกกด มีอาการไม่ปกติที่กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้การมองเห็นไม่ชัด ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะได้ ภาวะSeleniumต่ำมีส่วนเกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง ผลของการได้รับSelenium มากเกินไป   Selenium   ถ้า ได้รับ Selenium 5-10 ส่วนต่อล้าน จะถือว่าเป็นพิษโดยที่ Selenium จะไปแทนกำมะถันในอณูของกรดอะมิโน Methionine , Cysteine และ Cystine ทำให้ร่างกายใช้กรดอะมิโน 3 ตัวนี้ไม่ได้ การได้รับ Selenium ปริมาณ สูงๆ เป็นมิลลิกรัมทุกวันทำให้เกิดเป็นพิษได้ เพียง 5 มิลลิกรัม สามารถทำให้เกิดอาการ อาเจียน ท้องร่วง สูญเสียผม และเล็บ เกิดเป็นแผลที่ผิวหนัง และระบบประสาท แหล่งที่พบSelenium ในธรรมชาติ อาหารที่มี Selenium มากที่สุดได้แก่ บริวเวอร์ยีสต์ เครื่องใน กล้ามเนื้อสัตว์ ปลา หอย ข้าวกล้อง แตงกวา อัลมานด์ ผลิตภัณฑ์จากนม กระเทียม เห็ดต่างๆ บลอคโคลี่ หัวหอม มะเขือเทศ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเลต่างๆ ปริมาณของ Selenium ที่เราได้ จากพืชผักที่ขึ้นอยู่บนดินที่ปลูกถือว่าได้ Selenium โดยตรง และ  

Resveratrol (เรสเวอราทรอล)      Resveratrol เป็นสารประกอบที่อยู่ในกลุ่ม Polyphenol พบมากในถั่วลิสง ผลหม่อน เมล็ดองุ่น น้ำองุ่นแดง และไวน์แดง Resveratrol ออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน จึงช่วยลดโรคเบาหวาน ต้านการสันดาปของคอเลสเตอรอลชนิดเลว จึงลดไขมันอุดตันในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ วิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต รายงานว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี เรสเวอราทรอล ยับยั้งการก่อตัวของสารอุดตันในหัวใจ (Cardiac fibroblasts) จึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ประโยชน์ของ Resveratrol ช่วยในเรื่องของการชะลอความชรา (Antiaging) ทำหน้าที่เสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti Oxidant) กำจัดสารอนุมูลอิสระและสารพิษต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์มีสุขภาพดีขึ้นและยังช่วยดูแลสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยต่อสู้กับความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และสนับสนุนการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย ช่วยบำรุงการทำงานของเส้นประสาทสัมผัสในสมอง รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วย ลดระดับความดันโลหิต บำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความจำ ลดการเจริญของโรคทางสมอง เช่น โรค alzheimer  

Red Yeast powder Red Yeast Rice คือ ผลิตภัณฑ์จากข้าวหมักเชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มยีสต์รา ที่ชื่อว่า “โมแนสคัส” ซึ่งเป็นเชื้อยีสต์ราอาหารที่ ปลอดภัยรับประทานได้ มีประวัติการใช้ประโยชน์มาหลายพันปี ในประเทศแถบตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น โดยมีส่วนสำคัญในการ ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่ตับ Monacolins มีคุณสมบัติซึ่งพบว่ามีบทบาทสำคัญสุดในการยับยั้งไม่ให้เอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอรีดักเทส ออกฤทธิ์และสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในตับ จึง เหมาะสำหรับกับกลุ่มผู้มีภาวะโคเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และไม่สะสมในตับ เพราะทำงานคนละอย่างกับยาลดไขมันทั่วไปที่จะ Block ไขมันที่ตับไม่ให้ถูกปล่อยสู่กระแสเลือด ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาไขมันพอกตับ และมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการข้างเคียงจากการกิน Red Yeast Rice จะมีอาการคล้ายยากลุ่ม Statin คือ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

PLANT STEROLS Plant sterols เป็นสารสกัดที่มีอยู่ในพืชจากธรรมชาติ ที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้ร่วมกับยาลดการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลได้ผลดีอีกด้วย สารสกัดจากพืช Plant sterols มีอยู่ในข้าวโพด ข้าวสาลี จมูกข้าว ถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และพืชอีกหลายชนิด หลักการทำงาน คือ เข้าไปแย่งที่โคเลสเตอรอลในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เป็นผลให้โคเลสเตอรอลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง 

N - acetyl-cysteine N - acetyl-cysteine สารตั้งต้น Glutathione เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความสามารถจนน่าทึ่งในการเติม Glutathione ภายในเซลล์ของร่างกาย เป็นกรดอะมิโนสังเคราะห์ที่ใช้ในกระบวนการทำงาน ของร่างกายในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้าง glutathione ล้างสารพิษที่ตับและต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ผิวพรรณสว่างใสขึ้น ดูดซึมได้ดีกว่าการทาน Glutathione เข้าไปตรงๆ Glutathione เป็นสารต้านอนุมูลอิสระรายใหญ่ที่ผลิตภายในร่างกายและมีความเป็นจำเป็นต้องใช้แทบทุกเซลล์ในการที่จะทำงานได้และทำงานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังป้องกันร่างกายจากจากสารพิษและการติดเชื้อที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและการเผาผลาญอาหารและมีหน้าที่ในการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีภายในร่างกายจำนวนมาก คุณสมบัติของ N - acetyl-cysteine  ช่วยลดเสมหะ มูก และเมือกในปอด ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันมะเร็ง ทําให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง ทําให้สายตาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ทําให้หัวใจแข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น,ช่วยรักษาแผลหลังผ่าตัดหรือแผลที่เกิดจากรอยไหม้ และป้องกันผิวจากการถูกรังสีเผาไหม้ ช่วยในการเปลี่ยนเซลล์สีผิวให้ขาวขึ้น สว่างขึ้น  เข้าไปมีผลในการควบคุมการผลิตเม็ดสี (เมลานิน)ในร่างกาย ปกติ ในร่างกายคนเราจะต้องสร้างกลูตาไทโอนอยู่แล้ว แต่ต้องมีวัตถุดิบคือ Cysteine และ Selenium ให้เพียงพอ ถ้าต้องการให้ร่างกายเปลี่ยน Cysteine เป็น Glutathione จะต้องกินอาหารที่มีVitamin C , Vitamin E , Betacarotene และ Selenium ให้เพียงพอเสียก่อน อาหารที่ มี Cysteine สูง เช่น ไข่ แตงโม หอมใหญ่ กระเทียม จมูกข้าวสาลี และเนื้อแดง ส่วนพืชตระกูลกะหล่ำจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้าง Glutathione ให้มากขึ้น  

Manganese  Manganese Manganese เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย พบมาในส่วนของโครงกระดูก ตับ ตับอ่อน หัวใจ Manganeseช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม ประโยชน์หลักๆ ของ แร่ธาตุชนิดนี้ ก็คือ ช่วยเรื่องการตอบสนองของกล้ามเนื้อ การยืดตัวหดตัวดี ช่วยทำให้ไม่ปวดหลัง ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ความจำดี ประโยชน์ต่อร่างกายของManganese ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ที่จำเป็นต่อกระบวนการนำ ไบโอติน วิตามินบี1 และวิตามินซี มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีความจำเป็นต่อโครงสร้างของกระดูก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยให้ความจำดีขึ้น ลดอาการหงุดหงิดง่าย มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบสืบพันธ์และระบบประสาท มีความสำคัญต่อกระบวนการย่อย และนำสารอาหารมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่วยควบคุมการทำงานของเอนไซม์ ช่วยในการ เผาผลาญโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ช่วยลดการเกิดไขมันสะสมในร่างกาย ช่วยในการสังเคราะห์ กรดไขมัน และคอเลสเตอรอล ช่วยในการสร้างเม็ดโลหิตแดง และรักษาเม็ดเลือดแดง ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ขับฮอร์โมนเพศ สำหรับวัยเจริญพันธ์ ช่วยเรื่องการทำงานของ สมอง ระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อ มีส่วนช่วยใน กระบวนการตอบสนองของกล้ามเนื้อ ช่วยในการทำงานของอินซูลินการขาดManganese จะทำให้อินซูลิน ลดประสิทธิภาพลง หากร่างกายมี Manganese ไม่เพียงพอ คนที่ร่างกายขาด Manganese จะทำให้หลงลืมได้ง่าย ความจำจะสั้นกว่าคนปกติ นอกจากนั้น ยังมีอาการ ปวดหลัง และข้อกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วกว่าคนที่ร่างกายไม่ขาดManganese แหล่งที่พบ Manganese ในธรรมชาติ พบมากใน ผักใบเขียว ธัญพืช ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หัวบีต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ นม เนย ไข่ เนื้อสัตว์ อาหาร ทะเล หอยนางรม ตับสัตว์ ไข่แดง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ มะพร้าว คะน้า กะหล่ำ ดอก กะหล่ำปลี กล้วย สับปะรด ข้าวเจ้า แห้ว แครอท หัวปลี เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ด ทานตะวัน องุ่น มะกอก ส้ม เชอรี่ แอปเปิ้ล อะโวคาโด แอพริคอท มะตูม มะขวิด กระจับ  

Magnesium (Magnesium) Magnesium เป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ (Mineral) ชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเกลือแร่ที่มีมากในร่างกาย (Macronutrients หรือ Principal elements) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในโครงสร้างกระดูกมี Magnesium เป็นองค์ประกอบประมาณ 25 กรัม หรืออาจมากกว่า และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ กล้ามเนื้อ สมอง และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ Magnesium มีความสำคัญกับปฏิกิริยาทางชีวะเคมีที่หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นภายใน กระดูก เอนไซม์ที่มีชื่อว่า "Alkaline Phosphatase" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ช่วยในการสร้างผลึกกระดูกใหม่ โดยเอนไซม์จะถูกกระตุ้นโดยMagnesium และที่สำคัญ วิตามินดี (Vitamin D) ต้องการMagnesiumในการเปลี่ยนรูปตัวเองให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน การลดลงของMagnesiumจะนำไปสู่ความผิดปกติซึ่งก่อให้เกิดการต่อต้านวิตามินดี ประโยชน์ของMagnesium ช่วยเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ช่วยป้องกันและรักษาอาการซึมเศร้า ช่วยให้หลอดเลือด และหัวใจแข็งแรงและป้องกันหัวใจวาดเฉียบพลัน ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Angina pain) เป็นองค์ประกอบของกระดูกและฟัน ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยป้องกันการสะสมของแคลเซียม ป้องกันการเกินนิ่วในไต และนิ่วในถุงน้ำดี บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย, เกี่ยวข้องกับขบวนการเผาผลาญที่จำเป็นหลายขบวนการ ซึ่งส่วนมากMagnesiumจะอยู่ในเซลล์และจะไปกระตุ้นน้ำย่อย โดยเป็น co-factor ของน้ำย่อยหลายชนิดซึ่งจำเป็นสำหรับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโนให้เป็นพลังงาน เกี่ยวข้องกับการคลายตัว ( relaxation ) ของกล้ามเนื้อช่วยส่งเสริมการดูดซึม และการเผาผลาญของแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม เมื่อรวมกับแคลเซียม จะทำงานคล้ายเป็นยาระงับประสาทจากธรรมชาติ ช่วยให้รู้สึกสงบ สำหรับแคลเซียมและMagnesium แร่ธาตุทั้ง 2 ตัวจะช่วยในการทำงานของระบบประสาท ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การขาดแร่ธาตุนี้จะทำให้เกิดตะคริวและรบกวนการทำงานของเส้นประสาท มีผลทำให้นอนไม่หลับ นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็กและทองแดงจะทำให้หลับช้า นอนนาน และอาจตื่นกลางดึก จำเป็นในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดคือ กลูโคส ให้เป็นพลังงาน บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) บรรเทาและลดอาการไมเกรน การได้รับMagnesium ขนาด 200-300 มก.ร่วมกับวิตามินบี2 จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนและจะช่วยลดความถี่ของการปวดลงได้ การขาด Magnesium การขาดสารอาหารชนิดนี้นำไปสู่การเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตหลังเผชิญกับโรคหัวใจวาย และสภาวะหัวใจล้มเหลว แหล่งของ Magnesium ในธรรมชาติ พบได้ใน ผักสีเขียวเข้ม, กล้วย, ข้าวกล้อง, มะเดื่อฝรั่ง, อัลมอนต์, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เล่ย์, ข้าวโพด, จมูกข้าวสาลี, เมล็ดธัญพืช เช่น ถั่วลิสง, งา และในเมล็ดมะม่วงหิมพานต์

Maca root Maca เป็นพืชที่พบได้ในเปรูตอนกลาง มีฤทธิ์ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนแต่ไม่ได้เพิ่มปริมาณฮอร์โมน ประโยชน์ของ Maca root บรรเทาอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ช่วยเพิ่มพลังงาน ช่วยบรรเทาปัญหาประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน บรรเทาปวด, ร้อนวูบวาบ, ความกังวล, อารมณ์แปรปรวน, และภาวะซึมเศร้า ช่วยสร้างกล้ามเนื้อขณะออกกำลังกาย (athletic performance) กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล โรคเบาหวานช่วยให้การควบคุมที่ดีกว่าระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูพรุน เพิ่มความจำ ลดความเสื่อมของระบบประสาท บรรเทาอาการเสื่อมสมรรถนะทางเพศที่มีสาเหตุจากความเครียด ข้อควรระวังจาก Maca root ระวังในผู้ที่มีภาวะผิดปกติของร่างกายที่เกี่ยวกับฮอร์โมน (Hormone-sensitive condition) เช่น มะเร็งเต้านม,มะเร็งรังไข่ ระวังในผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ผิดปกติ

Lycopene (Lycopene) Lycopene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยในการมองเห็น และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ประเภทต่างๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งเต้านม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งต่อมลูกหมาก Lycopene มีฤทธิ์มากกว่า เบต้า-แคโรทีน ถึง 2 เท่า ในการต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งการเกิดมะเร็ง คนส่วนใหญ่มักจะรู้กันแต่เพียงว่า Lycopene มีมากในมะเขือเทศ ในงานวิจัยของประเทศแถบยุโรป และอเมริกา มีงานวิจัยLycopene เฉพาะในมะเขือเทศ แต่ งานวิจัยไทยล่าสุดพบว่า Lycopene ในผลไม้ไทยที่มีชื่อว่า ฟักข้าว มีLycopene มากกว่ามะเขือกว่าถึง 20-70 เท่า แหล่งอาหารที่ให้Lycopene จากธรรมชาติ Lycopeneพบมากใน ฟักข้าว และมะเขือเทศ โดยเฉพาะในซอสมะเขือเทศ พบว่ามีLycopeneมากเป็น 2 เท่าของ มะเขือเทศสด ทั้งนี้เนื่องจาก ความร้อนจะทำให้เซลล์มะเขือเทศแตก และการบดยิ่งทำให้ Lycopene ออกมานอกเซลล์ได้มากขึ้น และสารLycopene ในธรรมชาติจะอยู่ในรูปแบบทรานส์(trans) ทั้งหมด แต่เมื่อถูกความร้อนจะเปลี่ยนเป็นรูปซีส(Cis) ซึ่งจะดูดซึมได้ดีขึ้น ดังนั้น การรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวสด ร่างกายจะดูดซึมได้ไม่ดีเท่ากับการรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวสุก ด้วยความร้อน แต่ความร้อนที่ใช้ปรุงจะต้องไม่สูงมาก และไม่ให้ความร้อนเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้Lycopene สลายไป ข้อควรระวัง Lycopeneมีความปลอดภัย หากรับประทานไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน Lycopene เป็นสารที่ละลายในไขมัน จะสะสมไว้ที่ตับ หากสะสมมากเกิน ไปจะทำให้ตัวเหลือง คลื่นไส้ หากรับประทานLycopene ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ไม่ควรบริโภคมากกว่าปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลากบรรจุภัณฑ์  

L-Tyrosine (ไทโรซีน) L-Tyrosine เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ จัดเป็น กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น (non essential amino acid) จัดเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ L-Tyrosine  มีบทบาทในการกระตุ้นและปรับเปลี่ยนการทำงานของสมอง ส่งเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง และต่อมไทรอยด์ ทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งGrowth Hormone ช่วยแก้ไขอารมณ์ซึมเศร้า ช่วยคลายเครียด ช่วยฟื้นฟูความจำ ช่วยกระตุ้นความรู้สึก เพิ่มแรงขับทางเพศ และการสร้างของNorepinephrine ซึ่งช่วยยับยั้งความอยากอาหาร โดยช่วยควบคุมศูนย์กลางความรู้สึกหิวในHypothalamus ส่วนใต้สมอง ทำหน้าที่เหมือนยาระงับความอยากอาหาร ช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง และตื่นตัว แหล่งอาหารของ L-Tyrosine โดยร่างกายได้จากอาหารประเภทโปรตีนสูง (มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ) เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเหลือง อาหารทะเล ไข่ และนม คำเตือน: สำหรับผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์, ผู้ป่วยเมลาโนมา(มะเร็งผิวหนัง) หรือ อยู่ในระหว่างรับประทานยาแก้อารมณ์ซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

L-Tryptophan L-Tryptophan เป็นกรดอะมิโนจำเป็น ที่ร่างกายนำไปใช้ร่วมกับ วิตามินบี6 วิตามินบี3 (ไนอะซิน) และแมกนีเซียม ในการสร้าง เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยให้สงบ และเซโรโทนิน(Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำงานด้านการสื่อสารภายในสมอง และเป็นหนึ่งในสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนอนหลับ ซึ่งช่วยให้หลับ ประโยชน์ของ L-Tryptophan ที่มีต่อร่างกาย ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดความไวต่อความเจ็บปวด เป็นสารต้านการซึมเศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยลดความกังวลและความเครียด ช่วยบรรเทาอาการสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากแอลกอฮอล์ และช่วยควบคุมอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง แหล่งที่พบทริปโตแฟน ในธรรมชาติ ส่วนใหญ่มีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, ปลา, นม, กล้วย, ถั่วลิสง, เมล็ดงา, ผลมะเม่า, อินทผลัมแห้ง, ไข่ขาวแห้ง, สาหร่ายสไปรูลิน่า, ถั่วเหลืองดิบ, เมล็ดฟักทอง และอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด

L-Arginine (อาร์จีนีน) อาร์จีนีน เป็นกรดอะมิโน (Amino Acid) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง เช่นเดียวกับ ออร์นิทีน ฟีนิลอะลานีน และสารสื่อประสาทตัวอื่นๆ อาร์จีนีน มีความจำเป็นต่อการสร้างและการหลั่งของโกร๊ทฮอร์โมน จากต่อมใต้สมอง ร่างกายสามารถสร้างอาร์จีนีนขึ้นเองได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถของร่างกายในการผลิตอาร์จีนีน จะน้อยลงเรื่อยๆ ตายวัยที่สูงขึ้น ร่วมถึง มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม ความเครียด มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ร่างกายสามารถผลิต กรดอะมิโน ชนิดนี้ได้ลดน้อยลง อาร์จีนีน ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นการทำงานของต่อมไธมัส ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเม็ดเลือดขาวทีเซลล์(T-lymphocytes) ที่มีหน้าที่ต่อสู้กับโรคติดเชื้อ โดยทีเซลล์จะถูกปล่อยออกมาเมื่อร่างกายต้องการ จากการศึกษาวิจัยพบว่า อาร์จีนีนจะช่วยเพิ่มจำนวนของทีเซลล์ และอาจช่วยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดขาวที่ทำงานด้านการต่อต้านมะเร็งด้วย ประโยชน์ด้านต่างๆ ของอาร์จีนีน ที่มีต่อร่างกาย ช่วยการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้บาดแผลหาย กระตุ้นการผลิตโกร๊ทฮอร์โมน( Growth Hormone ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการคงความเป็นหนุ่มสาว ช่วยชะลอความชรา ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เป็นต้น จึงเหมะสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพได้ทั้ง ชาย และ หญิง ช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ช่วยในการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย และช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ช่วยเสริมความตื่นตัวทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แหล่งที่พบอาร์จีนีน ในธรรมชาติ พบมากในผลมะเม่า, ถั่ว, ข้าวโพดคั่ว, ข้าวกล้อง, ช็อกโกแลต, ข้าวโอ๊ต, ลูกเกด, เมล็ดทานตะวัน, เมล็ดงา, ขนมปังโฮลวีต, และเนื้อสัตว์ ข้อควรระวัง: ไม่ควรให้เด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตรับประทาน(อาจทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติได้) และไม่ควรให้ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภทรับประทาน ผู้ที่เป็นโรคเริม และสำหรับคนทั่วไปไม่ควรได้รับอาร์จีนีน เกินวัน 20-30 กรัมต่อวัน (อาจทำให้เกิดความผิดปกติในข้อและกระดูกได้)

Indole-3-Carbinol (I3C) Indole-3-Carbinol (I3C) สารอาหารที่สกัดจากพืชตระกูล กะหล่ำ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร๊อคโคลี่ เมื่อร่างกายรับสารตัวนี้เข้าไปแล้ว จะไปเปลี่ยนเป็นสารอีกตัวหนึ่ง (DIM-Diindolylmethane)ซึ่งให้ผลในการต่อต้านมะเร็งโดยเฉพาะ มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก ได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้รักษาหรือป้องกัน มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งที่ส่วนอื่นๆ ได้ แต่มีการวิจัยมากในส่วนของ มะเร็งเต้านม สำหรับผลข้างเคียงพบว่ามีความปลอดภัยมาก ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ หากได้รับในปริมาณเดียวกับที่ร่างกายได้รับจากพืชผักที่กินเข้าไปแล้ว (พืชผักที่มีสารนี้) บางรายอาจมีผื่นขึ้นบ้าง อาจทำให้ตับผลิตเอนไซม์เพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่ถ้าได้รับมากเกิน อาจมีอาการคลื่นไส้ กล้ามเนื้อกระตุกได้สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานเพิ่ม หากทุกวันได้ทานผักจำพวกกะหล่ำและตัวอื่นๆ ที่มีสารจำพวกนี้อยู่แล้ว

 Green tea  (ชาเขียว) ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว” และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอล (Phenolic compound) หลงเหลืออยู่มาก จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10% สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วย กรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน (catechins) โดยเราสามารถแยกสารคาเทชินออกได้เป็น 5 ชนิด คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) โดยคาเทชินที่พบได้มากและมีฤทธิ์ทรงพลังที่สุดในชาเขียว คือ สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (epigallocatechin gallate – EGCG) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สรรพคุณของชาเขียว ชาเขียวถูกนำมาใช้ในการรักษาตั้งแต่โรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึ่มเศร้า ซึ่งในประเทศจีนมีการใช้ชาเขียวเป็นยามามากกว่า 4,000 ปีแล้ว ช่วยแก้หวัด แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ ขับสารพิษตกค้าง ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ สงบประสาท ระบายความร้อนจากศีรษะและเบ้าตา ทำให้สดชื่น ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน และช่วยทำให้หายใจสดชื่น ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ระบายความร้อนออกจากปอด และช่วยขับเสมหะ ช่วยแก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย ช่วยป้องกันตับจากพิษและโรคอื่น ๆ ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ต้านเชื้อ Botulinus และเชื้อ Staphylococcus ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต ชาเขียวสามารถช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก (Rheumatic arthritis) ซึ่งมีอาการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ ที่มักเกิดกับสตรีวัยกลางคน

Green Coffee (ชาเขียว) สารสกัดจากเมล็ดกาแฟเขียว  ช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ยับยั้งการสะสมไขมัน เพิ่มการเผาผลาญไขมัน และต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดจากเมล็ดกาแฟเขียว (Green Coffee Bean Extract) คือ เมล็ดกาแฟเขียวอะราบิก้า ที่ไม่ผ่านการคั่ว แล้วนำมาสกัดให้ได้กาแฟชนิดที่มีคาเฟอีนน้อย และมีสารสำคัญคือ คลอโรจินิก แอซิด ซึ่งมีผลวิจัยยืนยันว่าเมื่อทานเป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างแน่นอน และสารสำคัญนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพด้วย คุณสมบัติหรือประโยชน์ของ Green Coffee Bean Extract ยับยั้งการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรทโดยยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ อัลฟ่า-กลูโคซิเดส ยับยั้งการดูดซึมของไขมันโดยยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ย่อยไขมัน (Pancreatic Lipase) และช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเลือด ยับยั้งการสะสมของไขมันในร่างกายและป้องกันการสะสมของไขมันในตับ (Fatty Liver) เพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ส่งเสริมให้เอ็นไซม์ คาร์นิทีน ปามิโตอิล ทรานซ์เฟอร์เลส (Carnitine Pamitoyl Transferase) ในตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างคาร์โบไฮเดรทจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรท ทำให้เกิดการใช้พลังงานที่สูงจึงช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย มีฤทธิ์เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระซุปเปอร์อ็อกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase, SOD)  

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ( Grape Seed Extract ) เมล็ดองุ่นนั้นมีสารกลุ่มเฟลโวนอยด์ที่พบมากในเมล็ด และเปลือกขององุ่น มีสารฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ที่เรียกว่า โปรแอนโธไซยานิดิน สารนี้เมื่อรวมตัวกันจะอยู่ในรูปของ โอริโกเมริค โปรแอนโธไซยานิดิน (Oligomeric proanthocyyanidin) หรือเรียกย่อๆ ว่า OPC มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและมากกว่าวิตามินอีถึง 20 และ 50 เท่าตามลำดับ  บางทีเรียกกันว่า ซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์ (Superantioxidant) ประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 1.) ป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ 2.) ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง 3.) ต้านการอักเสบ  4.) ลดอาการภูมิแพ้  5.) ป้องกันสมองเสื่อม  6.) ป้องกันการเสื่อมของดวงตา  7.) ป้องกันมะเร็ง 8.) ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ 9.) ทำงานร่วมกันกับวิตามินซี  

Ginseng ประโยชน์ของโสม โสมมีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่าง ๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1 โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ อาจถือได้ว่าเป็นไวอะกร้าธรรมชาติ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี  

Folic acid กรดโฟลิก (Folic acid) หรือ โฟเลต  จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ประโยชน์โฟเลต/กรดโฟลิก โฟเลต/กรดโฟลิก เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ ป้องกันความผิดปกติของเลือด และเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางชีวเคมีของร่างกาย และถือเป็นสารที่สำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และในวัยเด็ก เป็นสารที่ช่วยลดการเกิดโรคโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ และในวัยเด็ก ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดประสาทปลายเปิดในทารก (NTDs) ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ผลของการขาดโฟเลต/กรดโฟลิก การขาดโฟเลต/กรดโฟลิก จะมีผลทำให้การสังเคราะห์กรดนิวคลีอิกได้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลต่อการสังเคราะห์ DNA และRNA ได้น้อยลงตามมา รวมถึงมีผลต่อการสร้างกรดอะมิโนต่างๆที่จำเป็นด้วย สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเจริญ และการแบ่งตัวของเซลล์ช้ากว่าปกติ เช่น โปรตีนในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น ในเด็กที่ขาดโฟเลต/กรดโฟลิกจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ร่างกายแคระแกร็น การพัฒนาการทางสมองช้า หากเกิดการขาดหลังวัยเด็กจะทำให้เกิดโรคโรหิตจางชนิด megaloblasttic เป็นชนิดโรคโลหิตจางที่พบ megaloblast จำนวนน้อยลงในไขกระดูก และเม็ดเลือดแดง โดย megaloblast ที่พบจะมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีอายุสั้นกว่าปกติ อาการของโรคโลหิตจางชนิดนี้ คือ เหนื่อยหอบง่ายกว่าปกติ สีผิวซีด มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร มีอาการท้องเดิน ปวดท้อง กรดในกระเพราะอาหารน้อยลง เบื่ออาหาร ลิ้น และปากมีการอักเสบ หญิงตั้งครรภ์ที่เกิดภาวะขาดโฟเลต/กรดโฟลิกในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีระดับ 5-Methyl-THF  ที่เป็นอนุพันธ์โฟเลต/กรดโฟลิก ในระบบเลือดลดต่ำลง ทำให้มีการยับยั้งกระบวนการ remethylation ของ homocysteine ให้เป็น methionine ทำให้ระดับ homocysteine ในพลาสมาสูงขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาของตัวอ่อน (embryo) ในครรภ์ กรดโฟลิกที่พบในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของโฟเลต โดยพบได้ทั้งในพืช และในสัตว์ ตัวอย่างอาหารที่มีโฟเลตสูง ได้แก่ พืชใบสีเขียว และเมล็ดธัญพืช เช่น ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เป็นต้น ส่วนในสัตว์ พบในเนื้อเยื่อต่างๆ พบมากในตับ ไต และเครื่องใน ส่วนจุลินทรีย์ที่พบปริมาณโฟเลตสูง คือ ยีสต์    

น้ำมันปลา น้ำมันปลา คืออะไร ? น้ํามันปลา หรือ Fish Oil คือส่วนที่สกัดมาจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลา โดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ซึ่งในน้ำมันปลาจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิด น้ำมันปลาประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 และกรดไขมันโอเมก้า-6 สำหรับกรดไขมันโอเมก้า-3 นั้นจะแบ่งออกเป็น EPA และ DHA เป็นหลัก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะว่าร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น สำหรับกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-6 นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยลดไขมันในเลือดได้ นอกจากปลาแล้วยังพบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น น้ํามันปลา จากแหล่งธรรมชาติที่ดีควรมาจากปลาทะเล อย่างเช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคเคอเรล ปลาแอนโชวี่ ปลาไวท์ฟิช ปลาบลูฟิช ปลาชอคฟิช ปลานิลทะเล ปลาดุกทะเล หอยกาบ หอยนางรม หอยพัด กุ้ง ปลาหมึก และสำหรับปลาอื่น ๆ เผื่อไว้เป็นตัวเลือก เช่น ปลาตาเดียว ปลามาฮิมาฮิ ปลากะพงแดง ปลาเทราต์ (ปลอดภัยสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และรับประทานได้ไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง) สำหรับปลามาฮิมาฮิและกะพงแดงจะมีระดับสารปรอทในระดับปานกลาง ควรจำกัดการรับประทานในเด็กและหญิงวัยเจริญพันธุ์ ให้รับประทานเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น ประโยชน์ของน้ำมันปลา ช่วยบำรุงสุขภาพผิว เส้นผม และเล็บให้มีสุขภาพดี น้ํามันปลาช่วยบำรุงประสาทและสมอง ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ที่เป็นอันตราย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก น้ํามันปลาช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด เพราะไปลดความหนืดของเกล็ดเลือดและลดปริมาณสารไฟบรินในเลือด ช่วยรักษาและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม ช่วยบรรเทาอาการคันและแห้งของโรคสะเก็ดเงิน ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของโรคปวดศีรษะไมเกรน น้ํามันปลาช่วยต่อต้านผลร้ายจากสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งมีส่วนไปลดภูมิต้านทานของโรคและไปเพิ่มการเจริญเติบโตของเนื้องอก ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ช่วยเพิ่มพัฒนาการในด้านสายตาและสมองของทารก ช่วยป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ จบแล้วประโยชน์ของน้ำมันปลา

Curcumin (สารสกัดขมิ้นชัน) สารสำคัญในออกฤทธิ์เสริมกันในการ รักษาอาการแน่นจุกเสียด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีฤทธิ์บำรุงและรักษาตับ ช่วยป้องกัน และป้องกันสมองเสื่อม ประโยชน์ในของขมิ้นชัน ช่วยรักษาอาการท้องอืดเฟ้อ ลดแผลในกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการปวดมดลูก ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้ อักเสบเรื้อรัง ลดการเกิดแผลในกระเพาะ อาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดระดับ Cholesterol ในเลือดได้ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งตับ, เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (T cell Leukemia), เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer cell), เซลล์มะเร็งปอด , เซลล์มะเร็งผิวหนัง (melanoma), เซลล์มะเร็งต่อมนำเหลือง (Non-Hodgkin's lymphoma), เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Human colon adenocarcinoma), เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก, เซลล์มะเร็งรังไข่, เซลล์มะเร็งเต้านม และเนื่องจากขมิ้นชันช่วยยับยั้ง ไวรัสหูด HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักและ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก บำรุงสมอง ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อม มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สามารถใช้แทนยาระงับอาการปวดได้ Detoxification ขับสารพิษ ข้อควรระวังในการรับประทานขมิ้นชัน ระวังในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin จะทำให้เสริมฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด ระมัดระวังในคนท้อง ระมัดระวังในผู้ที่รับประทานยาลดปวด ยารักษาเบาหวาน , ยาลดไขมันในกลุ่ม statin , ยาลดความดัน

Copper Copper เป็นส่วนประกอบในเอนไซม์หลายตัวใน และใช้ในการเปลี่ยนธาตุเหล็กให้เป็นเฮโมโกลบิน (ส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง) มีความสำคัญในการนำพาออกซิเจนไปยังเซลล์ รวมถึงช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย ประโยชน์ของ copper Copper เป็นสิ่งจำเป็นในการเผาผลาญโปรตีนและผลิต RNA (RIBONUCLEIC ACID) ซึ่งควบคุมการสร้างเซลล์ต่างๆ ช่วยในการเกิดสีของผม และสีของผิวหนัง ร่วมกับ Vitamin C ในการสร้าง คอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกายที่ช่วยบำรุงรักษาผิวหนังและทำให้ผิว หนังเกิดความยืดหยุ่น ช่วยในขบวนการสมานแผล ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน และเม็ดโลหิตแดง เป็นตัวสำคัญในกระบวนการสร้างกระดูก เพิ่มภูมิคุ้มกัน ภาวะการขาดธาตุCopper จะมีผลต่อความเจริญเติบโต ความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ภาวะ Copper เกิน จะส่งผลต่อระบบประสาท สามารถทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า โรคทางหลอดเลือด อาการนอนไม่หลับ ผมร่วงได้ และประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้เกิดภาวะ Zinc ต่ำได้ แหล่งที่พบ Copper ได้แก่ ตับ หอยนางรม อาหารทะเล ผลไม้เปลือกแข็ง เมล็ดพืช ถั่วที่ยังไม่ขัดสี ผลไม้แห้ง มะม่วง ลูกพรุน กล้วย เห็ด มันแกว หัวบีท นม เนื้อวัว ไข่ มันฮ่อ เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดถั่วลันเตา ถั่วอัลมอนด์ บริวเวอร์ยีสต์ เลซิติน น้ำดื่ม ผักใบเขียว และผลไม้สด

Coenzyme Q10 Coenzyme Q10  หรือ Co Q10 หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Ubiquinone เป็น สารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสารที่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้าย Coenzyme Q10 เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองโดยธรรมชาติและมีความจำเป็นต่อร่างกาย Coenzyme Q10 ประโยชน์ของโคเอนไซม์ คิวเท็นเพื่อผู้หญิง โคเอนไซม์ Q10 มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยคงไว้ซึ่งผนังเซลล์ จึงทำให้โคเอนไซม์ Q10 เป็น potent antioxidant ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ริ้วรอยที่เป็นดูจางลง ถนอมผิวพรรณให้ดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีประสิทธิภาพในการช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว สามารถทำงานร่วมกับวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งได้โดยไม่รบกวนและจะเสริมฤทธิ์กันได้ จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย  ประโยชน์ของโคเอนไซม์ คิวเท็น 1.) ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ 2.) ช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ 3.) ช่วยยับยั้งการจับตัวเป็นก้อนแข็งของเลือด 4.) ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ 5.) มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ 6.) ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ 7.) ช่วยลดเลือนริ้วรอย 8.) ช่วยลดผลข้างเคียงของการใช้ยาลดไขมัน 9.) ช่วยลดคอเรสเตอรอลในหลอดเลือด 10.) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง แหล่งของ Coenzyme Q10 เช่น ในน้ำมันปลา ปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ หัวใจ ตับ ไตของสัตว์ เนื้อสัตว์ รำข้าว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว น้ำมันถั่วเหลือง บรอคคอลี่

Chromium โครเมียม (Chromium) ทำงานร่วมกับอินซูลินในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาล ช่วยนำ โปรตีน ไปยังส่วนต่าง ๆที่ร่างกายต้องการใช้ ต่อวันสำหรับวัยผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ที่เสี่ยงต่อการขาดแร่ธาตุชนิดนี้จะได้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และนักกีฬา คำแนะนำในการรับประทานธาตุโครเมียม โครเมียมในรูปของอาหารเสริมจะพบอยู่ได้ในอาหารเสริมประเภทแร่ธาตุรวมคุณภาพสูง โดยอาจมีปริมาณโครเมียมตั้งแต่ 50-300 ไมโครกรัม การรับประทานโครเมียมในปริมาณมาก อาจมีผลไปรบกวนการดูดซึมของสังกะสี ได้ ดังนั้นคุณควรรับประทานสังกะสีให้มากขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 90% ของวัยผู้ใหญ่โดยทั่วไปได้รับโครเมียมจากอาหารไม่เพียงพอ แม้โครเมียมจะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการรับประทาน ไม่ควรรับประทานธาตุโครเมียมร่วมกับแคลเซียมคาร์บอเนตหรือยาลดกรดพร้อมกัน เพราะแคลเซียม อาจไปขัดขวางการดูดซึมของโครเมียมได้   ประโยชน์ของธาตุโครเมียม ธาตุโครเมียม (Chromium) ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยนำโปรตีนไปยังส่วนที่ต้องใช้ในร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดโรคความโลหิตสูงและช่วยลดความดันโลหิต ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน โครเมียมทำงานร่วมกับอินซูลินในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาล มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีให้แก่ร่างกาย โครเมียมพิกโคลิเนต (Chromium Picolinate) มีส่วนช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกายและไปช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ช่วยป้องกันอาหารขาดน้ำตาล ช่วยป้องกันการเกิดภาวะอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรงอย่างเฉียบพลัน ช่วยป้องกันกระดูกเปราะบาง แหล่งอาหารที่สามารถพบแร่ธาตุโครเมียม ได้แก่ ไก่ หอยกาบ ตับลูกวัว จมูกข้าวสาลี น้ำมันข้าวโพด บริเวอร์ยีสต์ เป็นต้น โดยหลักประกันที่ดีที่สุดที่คุณจะมั่นใจได้ว่าร่างกายของคุณไม่ได้ขาดแร่ธาตุนี้ คือการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ซึ่งจะทำให้คุณได้รับสารอาหารอื่น ๆที่จำเป็นอีกด้วย และการได้รับแร่ธาตุโครเมียมในปริมาณมากเกินไป ในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีเป็นอันตรายใด ๆต่อร่างกาย

โบรอน (Boron) โบรอน เป็นสารอาหารที่สัมพันธ์กับการเผาผลาญกระดูก เมื่อร่างกายได้รับโบรอนที่เพียงพอ การขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะจะลดลงราว 40% นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของ 17 beta-estradiol ซึ่งเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนในมนุษย์ที่อยู่ในรูปแบบพร้อมทำงาน แต่การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้ เชื่อว่า จะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่เป็นผลข้างเคียงจากการเสริมฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยตรง ปริมาณของเอสโตรเจนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยโบรอน มีปริมาณเทียบเท่ากับ 5% ของการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการบริโภค การออกกำลังกายเป็นประจำและเสริมแคลเซียม ซึ่งหากมีโบรอนเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยจะช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โบรอน เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย โดยนักวิทยาศาสตร์และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยอมรับว่า โบรอน เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพ โดยมีหน้าดังต่อไปนี้ ช่วยคงสภาพสุขภาพของกระดูก (Bone health) โดยเฉพาะในภาวะที่ร่างกาย ขาดวิตามินดี แมกนีซียม และโปแตสเซียม ช่วยลดการขับแคลเซียม และแมกนีเซียมออกทางปัสสาวะ เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เพิ่มการผลิตฮอร์โมนเพศทั้ง 17- beta estradiol (ฮอร์โมนเอสโตรเจน) และ Testosterone ของเพศชาย ซึ่งเพิ่มระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนดังกล่าวในเลือด เพิ่มการผลิต และคงสภาพ Vitamin D3 เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่กระดูก จึงมีผลเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระแทกของกระดูกสันหลัง ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะกระดูกหักทรุดตัวลง (Compression Fracture) ช่วยกระตุ้นการผลิต Corticosteroid มีผลต้านกลไกการอักเสบของเนื้อเยื่อ ข้อ และกระดูก ซึ่งมีผลลดโอกาสเกิดหินปูนที่เกาะตามกระดูก (Osteophyte) ปริมาณที่แนะนำ โดยปกติทั่วไป ร่างกายคนเราต้องการ โบรอน ในขนาด 1-3 มิลลิกรัมต่อวัน กระบวนการทำงานของแคลเซียม และโบรอน เป็นไปในทิศทางที่ช่วยส่งเสริมกันและกัน จึงทำให้กระดูกแข็งแรงในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นไม่แตกหักง่าย ผลข้างเคียงจากโบรอน หากได้รับโบรอนมากเกินไป (มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน) หรือการรับโบรอนในปริมาณสูงนานเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง, ท้องร่วง, หายใจติดขัด รู้สึกแน่นในลำคอ หรือแน่นหน้าอก, เกิดอาการลมพิษ ผิวหนังเป็นผื่น คัน หรือบวม แหล่งอาหารที่มี โบรอน จากธรรมชาติได้แก่ ผัก ผลไม้ เอปเปิ้ล กีวี ลูกพีช องุ่น อะโวคาโด ธัญพืช นมถั่วเหลือง มะเขือเทศ อัลมอนด์ บล๊อกโคลี่ กล้วยชนิดต่างๆ รวมถึง ไวน์ และน้ำผึ้ง

Biotin  (ไบโอติน) Biotin คือ วิตามินเอช (H) หรือ วิตามินบี 7 (B7) เป็นจัดอยู่ในหมวดหมู่วิตามินที่สามารถละลายได้ในน้ำ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เส้นผม, เล็บ และผิวหนังมีสุขภาพดี ประโยชน์ของไบโอติน มีความจำเป็นต่อขบวนการเมตาโบลิซึม หรือการเผาผลาญพลังงานจากทั้งคาร์โบไฮเดรต(แป้ง น้ำตาล) และโปรตีน ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน ช่วยบรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ผดผื่นคันต่าง ๆ ช่วยป้องกันและบำรุงรักษาเล็บที่แห้งเปราะ   อาการของภาวะขาด Biotin ได้แก่ ผมร่วง ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง การเผาผลาญไขมันทำงานไม่สมบูรณ์ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว แหล่งอาหาร Biotin ได้แก่ Brewer’s yeast นมสด ไข่แดง อาหารจำพวกตับ ตับวัว ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว, หอยนางรม, ปลา น้ำมันปลา นมผึ้ง ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท กล้วย

Astaxanthin (แอสต้าแซนทิน) แอสต้าแซนทิน มีคุณสมบัติในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ ปกป้อง DNA หรือสารพันธุกรรมในเซลล์จากการถูกทำลาย ซึ่งป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ เป็นการป้องกันมะเร็งได้ ป้องกันเซลล์ผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด และมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน แอสตาแซนทินสามารถใช้ร่วมกับสารสกัดเมล็ดองุ่นในการป้องกันเส้นเลือดเสื่อม และเส้นเลือดขอดได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติพิเศษของแอสตาแซนทิน คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง และจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระกับสารอาหารชนิดต่างๆ ดังนี้ มากกว่าวิตามินอี แอลฟา โทโคฟีรอล 550 เท่า มากกว่าเบต้า แคโรทีน 40 เท่า มากว่าเมล็ดองุ่นสกัด 17 เท่า มากกว่าวิตามินซี 6000 เท่า มากกว่า โคเอนไซม์คิวเท็น 800 เท่า มากกว่าสารในชาเขียว 550 เท่า มากกว่า แอลฟา ไลโปอิก เอซิด 75 เท่า ประโยชน์ของแอสต้าแซนทิน ป้องกัน และฟื้นฟูจอตาที่เสื่อม ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ และ ผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งจอประสาทตาจะเป็นจุดรับภาพของลูกตา ช่วยยับยั้งการสะสมของกรดในดวงตา อันเป็นสาเหตุให้ดวงตาอ่อนล้า ช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต ป้องกันการเสื่อมของไต และหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกัน และบำบัดในผู้ป่วยความจำเสื่อม และพาร์กินสัน ปรับสมดุลของโคเลสเตอรอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลตัวร้าย ช่วยให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นมากขึ้น ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรใช้ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ลดภาวะอักเสบในร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ภูมิต้านทานต่ำ และการติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง เช่น กลุ่มผู้ป่วย AIDS ผู้ติดเชื้อไวรัสงูสวัด และเริม ทำให้สเปิร์มแข็งแรงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีสุขภาพดีขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น ปกป้องโครงสร้างผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต ช่วย กระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย ปรับสมดุลความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากอักเสบหรือต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูก หมาก ช่วยการซ่อมแซม และฟื้นฟูเซลล์สมองและหลอดเลือดในผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก หรือผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง แหล่งที่พบแอสตาแซนทิน ในธรรมชาติ พบได้ในปลาทะเล และสาหร่ายทะเลสีแดงสายพันธุ์ Haematococcus Pluvialis และสัตว์ทะเลบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาเทราน์ กุ้ง และกุ้งลอปสเตอร์ แอสตาแซนทินเป็นสารสีแดงที่พบในปลาแซลมอน ไข่ปลาคาเวียร์ เปลือกกุ้ง-ปู ร่างกายไม่สามารถสร้างสารชนิดนี้ได้ เราจะได้รับสารชนิดนี้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปในปริมาณที่น้อยมาก เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนทิน เพียง 1 มิลลิกรัม

Alpha-lipoic Acid กรดอัลฟาไลโปอิก กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha-lipoic Acid, ALA) จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง จนได้รับการขนานนามว่า สารต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาล (Universal Antioxidant) คือ เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, กูลต้าไทโอน และโคเอ็นไซม์คิว 10 และยังช่วยให้วิตามินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ในหน่วยเซลล์ จึงช่วยเสริมให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถละลายได้ทั้งในน้ำ และ ไขมัน เป็นคุณสมบัติเด่นที่ทำให้ กรดอัลฟ่าไลโปอิก แตกต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ทำให้สามารถเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ จึงทำให้สามารถแทรกซึมเข้าไปต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในเซลล์ได้ทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย กรดอัลฟาไลโปอิก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ กลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ ความสามารถนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกาย กรดอัลฟ่าไลโปอิก ยังช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลาง เนื่องจาก มีปริมาณของ ซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นองค์ประกอบ จึงสามารถลดและต้านการอักเสบได้ สรุปคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ของกรดอัลฟา ไลโปอิก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ป้องกันการเสื่อมในระดับเซลล์ ช่วยทำให้สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆที่อยู่ในร่างกาย นำกลับมาใช้ใหม่ในร่างกายได้อีกครั้ง ช่วยต่อต้านการอักเสบที่ปลายประสาท มีส่วนช่วยเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นสารที่ช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ ลดคอเลสเตอรอลไม่ดี(LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ป้องกันการเกิดคลาบพลัค(plaque)ที่ก่อตัวบนผนังหลอดเลือด ลดการอุดตันในหลอดเลือด ป้องกันอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแดงที่แข็งเปราะ กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ดี และยังช่วยลดอนุมูลอิสระระหว่างการออกกำลังกายได้ จึงช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ช่วยในการเผาผลาญกูลโคส(น้ำตาลในเลือด) ไปเป็นพลังงาน รักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการของโรคเส้นประสาท หรือปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathy) ซึ่งมักจะพบในผู้ที่เป็นเบาหวานหรือดื่มสุราจัด ล้างพิษในตับ ช่วยกำจัดสารพิษ ปกป้องร่างกายจากสารพิษของโลหะหนัก โดยทำหน้าที่เป็น Chelating Agent จับกับโลหะหนัก และขับออกจากร่างกาย เพิ่มระดับสารกลูตาไธโอนในตับ จึงช่วยล้างพิษตกค้างในร่างกายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพผิวดี สดใส และมีผลต่อการลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้เป็นอย่างดี แหล่งที่พบ กรดอัลฟ่าไลโปอิก ในธรรมชาติ พบได้ใน เนื้อแดง และเครื่องใน เช่น ตับ, หัวใจ และไต ส่วนในพืชพบได้ในผักใบสีเขียวเข้ม, ผักโขม, บล็อกโคลี่, ยีสต์, brewer's yeast, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ, รำข้าว, กะหล่ำ

สังกะสี หรือ ซิงค์ (Zinc) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายมนุษย์เรา จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการทางเคมี โดยสังกะสีจะถูกนำไปใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกับเอ็นไซน์ (Enzyme) มากกว่า 100 ชนิดในร่างกายมนุษย์ ประโยชน์ของแร่ธาตุสังกะสี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยลดระยะเวลาเจ็บป่วยและความรุนแรงของโรคหวัด มีความสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน ช่วยสมานแผล ช่วยให้อินซูลินทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ต่อมลุกหมากทำงานได้เป็นปกติ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต ของอวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นกับต่อมลูกหมาก ควบคุมสมดุลกรดด่างในร่างกาย ช่วยป้องกันสิว ผิวมัน และผมร่วง ช่วยลดอัตราการเสื่อมของระบบสายตาที่สัมพันธ์กับอายุ (age-related macular degeneration) ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง คงสภาพการรับรู้รส กลิ่น และสายตา ลดอาการอักเสบของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทำงานร่วมกับเอนไซม์สำคัญในร่างกาย ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน อาการจากการขาดแร่ธาตุสังกะสี เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อวัยวะสืบพันธุ์ไม่เจริญเต็มที่ ต่อมลูกหมากโต ผนังหลอดเลือดแดงขาดความแข็ง ลิ้นจะขาดการรับรู้รสอาหาร อ่อนเพลีย เซื่องซึม เหนื่อยง่าย ผมร่วง มีรังแคมาก การไหลเวียนของเลือดไม่ดี หากขาดในเด็ก จะทำให้มีร่างกายเตี้ย แคระ กระดูกพรุน แหล่งของธาตุสังกะสี ที่พบในธรรมชาติ พบมากใน อาหารทะเล (โดยเฉพาะในหอยนางรม) เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ข้าวกล้อง รำข้าวสาลี หัวหอม มะเขือเทศ มะม่วง แอปเปิ้ล สับปะรด งา เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ถั่วลิสง และเมล็ดฟักทอง